สาระน่ารู้ ของเมืองลำปาง


 เมืองลำปางสมัยพุทธิกาล เมืองลำปางโบราณ ซึ่งมีชื่อเป็นภาษีบาลี "ลัมภกัปปนคร" ไม่มีประวัติผู้สร้างไว้ เว้นแต่ระบุว่า เจ้าถิ่นเดิมคือเจ้าถิ่นเดิมคือชาวลัวะ ได้อาศัยยังหมู่บ้านชื่อลำปางหลวง ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาลัมภการีวัน อยู่แถวอำเภอเกาะคา วัดพระธาตุลำปางหลวง ปัจจุบันมีตำนานกล่าวไว้ว่าสมัยพุทธกาลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ได้ 24 พรรษา ได้เสด็จมาประทับ ณ ดอยม่อนน้อยสมสวย ตำบลสัมภกาลีวัน (ตำบลลำปางหลวง) วัดพระธาตุลำปางหลวง ชาวลัวะคนหนึ่ง คือ (อ้านกอน) มาพบเข้าก็เกิดศรัทธา นำมะพร้าว นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้างคอนด้วยไม้ขะจาว มาถวายพระพุทธองค์ฉันน้ำผึ้ง แล้วพยากรณ์ว่ากาลเบื้องหน้าจะมีผู้มาสร้างเมือขึ้น ณ ที่นี้ ไว้สักการะบูชา ลัวะอ้ายกอนได้รับไว้ด้วยความชื่นชมยินดี และได้นำไปบรรจุไว้ในผอบทองคำหนัก 8 กำ อัญเชิญประดิษฐานในหลุมกว้าง 5 วา ลึก 7 ศอก และได้ก่อ พระเจดีย์ครอบไว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ต่อไปว่า เมื่อพระองค์เข้าสู่ปรินิพพานแล้วเป็นเวลา 218 ปี จะมีพระอรหันต์ 2 องค์คือ
พระกุมาระและกัสปาระ นำเอาอัฐิพระนลาดข้างขวา และพระเมฆิยเถระนำเอาอัฐิลำคอข้างหน้าข้างหลังมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์นี้อีก ส่วนลัวะอ้านกอนก็ได้นำเอาไม้ขะจาวที่ใช้คอนของมาถวาย พระพุทธองค์ปักไว้ใกล้ๆ พระเจดีย์นั้น ไม้ขะจาวกลับยืนต้นมีชีวิตเจริญงอกงามข้างองค์พระเจดีย์สืบมาจนปัจจุบัน
เมืองลำปางสมัยก่อนบรรพบุรุษของเชื้อ 7 คน ชาวพุทธศักราช 2212-2215 มีพระภิกษุเจ้าอาวาส วัดนายาง เป็นผู้มีวิทยาอาคมเลี้ยงภูตพราย สำแดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ จนประชาชนเลื่อมใสศรัทธากระทั่งสมภารวัดสามขา และสมภารวัดบ้านฟ่อนได้สึกออกมาเป็นเนาซ้ายขวา ช่วงนี้เป็นช่วงที่เจ้าเมืองลำปางสิ้นพระชนม์ลงมีบุตรเจ้าเมืองคือเจ้าลิ้นก่านปกครอง แต่ก็ไม่สงบสุขเกิดความแตกแยกกัน อำนาจตกอยู่กับ ฮุนนาของเมืองคือแสนหนังสือ แสนเทพนาเรือนและจเรน้อย ก่งแย่งกันเป็นใหญ่ กิตติศัพท์ผู้มีบุญเจ้าอาวาสวัดนายางนั้นทราบถึงเจ้าเมืองลำพูน ซึ่งขณะนั้นตกอยู่ในการปกครองของพม่า โดยมีท้าวมหายศปกครองอยู่ได้ยกทัพมาลำปางเพื่อปราบผู้มีบุญ สมภารวัดนายางก็คุมสมัครพรรคพวกออกสู้รบกับกองทัพลำพูน (รบกันที่ป่าพุทราตำบลป่าตัน) แต่ก็ต้านกำลังของเมืองลำพูนไม่ได้ พรรคพวกของสมภารแตกพ่ายหนีไป สมภารวัดนายางและเสนาซ้ายขวา ได้หนีออกจากวงล้อมได้ สุดท้ายก็ถูกกระสุนของทัพลำพูน ตายทั้งสามคน กองทัพลำพูนกลับมาตั้งที่วัดพระธาตลำปางหลวง และได้แต่งตั้งให้คนคือ หาญฟ้าแมบ หาญฟ้าง้ำ และหาญฟ้าพื้น (ได้เหน็บอาวุธไปด้วย) ไปเจรจาต่อขุนนางเมือง พอได้โอกาสก็ลุกขึ้นพร้อมกับฟันแทง ขุนนางทั้งสามและกองทัพและลำพูนก็ยกเข้าหนุนยึดเมืองได้ ขุนนางจเรน้อยและท้าวลิ้นก่านหลบหนีไปได้หนีไปอยู่ที่ประตูผา ทัพลำพูน (พม่า) ได้ตามไปอีก ที่นี่จึงได้เกิดประวัติของเจ้าพ่อประตูผา ซึ่งมีชื่อเดิมว่าหนานข้อมือเหล็ก ซึ่งเคยเป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสวัดนายาง ได้สู้รบกับกองทัพของลำพูน เพื่อช่วยท้านลิ้นก่านและจเรน้อยจนสามารถฆ่าหาญฟ้าง้ำ และหาญฟ้าฟื้นได้ ส่วนหาญฟ้าแมบเห็นเพื่อนๆ ถูกหนานข้อมือเหล็กฆ่าตายก็หนีเอาตัวรอด หนานข้อมือเหล็กสู้จนตัวเองยืนพิงหน้าผาตาย ท้าวลิ้นก่านและจเราน้อยได้สร้างศาสลให้แก่หนานข้อมือเหล็ก ณ ที่นั่นขนานนามว่า "ศาลเจ้าพ่อประตูผา" นับแต่นั้นมาท้าว มหายศก็ยึดครอง เมืองลำปางโดยตั้งมั่นอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง
ขณะที่บ้านเมืองระส่ำระสาย สมภารวัดพระแก้วชมพู (วัดพระแก้วดอนเต้า) ได้ติดต่อกับขุนนางจเรน้อย และท้าวลิ้นก่านเพื่อกอบกู้บ้านเมืองแต่ไม่มีใครกล้าอาสา จึงประกาศหาผู้มีความสามารถ และในที่สุดสมภารได้ขอร้องให้หนานทิพย์ช้างชาวบ้านปงยางคก อาชีพพรานป่า เคยบวชอยู่ที่วัดปงยางคก (นามว่าทิพย์จักร) และเคยเป็นศิษย์ของสมภารวัดนายางด้วย ช่วยกันกู้บ้านเมืองลำปาง หนานทิพย์ช้างได้ลอบเข้าไปในวัดพระธาตุลำปางหลวง จนสามารถฆ่าท้าวมหายศตายด้วยปืนและสามารถยึดเมืองคืนได้ และสถาปนเป็นเจ้าสุลวฤาไชย ในปี พ.ศ. 2275 นานถึง 27 ปี ช่วงที่เจ้าทิพย์ช้างได้ปกครอง เมืองลำปางอยู่ในช่วงสมัยพระนครศรีอยุธยาต่อธนบุรี   
จังหวัดลำปางมีประวัติและตำนานชื่อเมืองอันเก่าแก่ หลายยุค หลายชื่อ เป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย มีชื่อเรียกในตำนานเป็นภาษาบาลีว่า " เขลางค์นคร " หมายถึง เมืองในรูปหอยสังข์ มีประวัติการสร้างเมืองในราว พ.ศ. 1223 ทั้งนี้เนื่องจากภายหลังจากที่พระนางจามเทวีทรงแต่งตั้งให้เจ้ามหันตยศขึ้นครองอาณาจักรหริภุญชัย เจ้าอนันตยศโอรสคู่แฝดจึงทรงมีพระประสงค์ไปสร้างเมืองใหม่ พระฤาษีวานุเทพจึงแนะนำให้ไปหานายพรานเขลางค์ที่เขลางค์บรรพต หรือ ภูเขาสองยอด ซึ่งเป็นผู้นำเจ้าอนันตยศไปพบสุพรหมฤาษี ผู้ช่วยพระองค์ในการหาตำแหน่งสร้างเมืองขึ้น ณ บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวัง ( วังกนที ) โดยสร้างเป็นรูปหอยสังข์ตามแบบอย่างอาณาจักรหริภุญชัย แล้วขนานนามว่า " เขลางค์นคร " ส่วนเจ้าอนันตยศขึ้นปกครองนามว่า " พระเจ้าอินทรเกิงกร " ต่อมาพระองค์สร้างเมืองใกล้ ๆ กับเขลางค์นครเพื่อเป็นที่ประทับของพระนางจามเทวี เมื่อคราวเสด็จมาเยือน คือ " อาลัมภางค์" หลังจากนั้นสองเมืองนี้รวมกันเป็น เขลางค์ อาลัมภางค์ ปัจจุบัน คือ บริเวณวัดพระแก้วดอนเต้า  
คำว่า " ละคร " ( นคร ) เป็นชื่อสามัญของเมืองเขลางค์ ที่นิยมเรียกกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งปรากฎในตำนาน ศิลาจารึก พงศาวดาร ส่วนภาษาพูดโดยทั่วไปเรียกว่า " กอน " เมืองลครจึงหมายถึง บริเวณอันเป็นที่ตั้งเมืองเขลางค์ ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวัง ในเขตตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ในปัจจุบัน  
ตำนานชื่อเมือง " กุกกุฎนคร " ซึ่งแปลว่า " เมืองไก่ " เป็นตำนานที่กล่าวถึงชื่อเมืองดั้งเดิมของกุกกุฎนคร มีตำนานอยู่ในตำนานของวัดศรีล้อมกล่าวว่า เมื่อครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ออกโปรดสัตว์ ได้เสด็จมาถึงเมืองนี้ประทับอยู่ เรื่องรู้ถึงพระอินทร์ เกรงว่าชาวบ้านจะตื่นไม่ทันบิณฑบาตพระพุทธเจ้าจึงได้เนรมิตไก่ขาวขึ้นมา เพื่อไก่ขาวจะได้ขันปลุกชาวบ้านให้ตื่นขึ้นมาบิณฑบาตพระพุทธเจ้า ลำปางจึงมีชื่อตามตำนานว่า " เมืองกุกกุฎนคร " แปลว่า " เมืองไก่ "